LALAREED | ‘ตกหลุมรัก’ เล่าซิอาการมันเป็นยังไง..
ตกหลุมรัก

‘ตกหลุมรัก’ เล่าซิอาการมันเป็นยังไง..

         ใครจะรู้ล่ะนี่เป็นกลไกอย่างนึงของสมอง “โอ้! นี่เลยแม่ของลูก”, “แกรรร ชั้นรักเขา”, “งือ น้อลลล” ฯลฯ เหล่านี้อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อคุณถูกชะตาอะไรสักอย่างขึ้นมา มนุษย์ สัตว์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีจิตใจต่างมีอาการตกหลุมรักกับใครหรืออะไรได้ทั้งนั้น และทุกกรณีที่เกิดขึ้นส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของเราเสมอ

        สำหรับสมองอาการตกหลุมรักมีการทำงานของ 3 ระบบที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น

  1. ความใคร่ (แรงขับทางเพศ)

เทสโทสเทอโรน ฮอร์โมนเพศชาย เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิง คือแรงขับเคลื่อนความใคร่ในมนุษย์มีศูนย์การควบคุมที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส ส่งผลต่อพฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของมนุษย์และสัตว์

  1. ความหลงใหล (การหลงรัก)

เมื่อมนุษย์อยู่ในอาการ “ตกหลุมรัก” มักจะหลงลืมอะไร ๆ ในชีวิตได้ อย่างมีความสุขจนลืมกินอาหารหรือ

เสียใจมากจนนอนไม่หลับ แม้แต่ใช้เวลานึกฝันถึงคนรักได้หลาย ๆ ชั่วโมง

การทำงานของสมองเรื่องความหลงใหลเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า “โมโนเอมีน” ได้แก่

  • โดปามีน(Dopamine) สารแห่งความสุขและความพึงพอใจที่หลั่งออกมาเมื่อร่างกายเราได้รับสิ่งที่เราปรารถนา นอกจากนี้ โดปามีนยังถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติดอย่างโคเคน และนิโคตินในบุหรี่
  • อีพิเนฟริน(Epinephrine) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อะดรีนาลีน คุณคงเคยมีอาการเขินอายจนหน้าแดง และหัวใจเต้นแรงเมื่อคุณได้พบกับใครสักคนที่คุณถูกใจ นั่นเป็นเพราะคุณถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนชนิดนี้
  • เซโรโทนิน(Serotonin) หนึ่งในสารชีวเคมีที่สำคัญต่อกลไกการตกหลุมรัก ที่ส่งผลต่ออารมณ์และการแสดงออกของเรา ในขณะที่สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน เราสามารถแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแบบไม่รู้ตัว ในขณะที่เรารู้สึกรักใครสักคน

 

  1. ความผูกพัน (ความสัมพันธ์ระยะยาว)

ความผูกพันจะเกิดขึ้นหลังจากเราประสบความสำเร็จจากขั้นตอนการหลงรัก เมื่อได้ใช้เวลาคบกัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สมองของมนุษย์จะปรับเข้าสู่โหมดการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องจากไม่ต้องการถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนแห่งความหลงใหลต่อไป เพื่อให้ทั้งคู่ปรารถนาจะอยู่ด้วยกันและพร้อมดูแลทารกที่จะเกิดมา สิ่งกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระยะยาวเกิดจากฮอร์โมนสองชนิด ได้แก่

  • ออกซิโตซิน(Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ เช่น กิจกรรมทางเพศ การคลอด และการให้นมแก่ทารก เป็นต้น การศึกษาทางสังคมวิทยารายงานว่า ออกซิโตซินมีผลต่อระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ของคู่รัก กล่าวคือ คู่รักที่มีปฏิสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย ๆ ฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกหลั่งออกมาบ่อยครั้งกว่าคู่รักที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกัน
  • วาโสเปรสซิน (Vasopressin) จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า กลุ่มของหนูทดลองตัวผู้ที่ได้รับวาโสเปรสซินมีพฤติกรรมปกป้องตัวเมียและใช้เวลาอยู่กับตัวเมียมากกว่ากลุ่มตัวผู้ที่ไม่ได้รับฮอร์โมน สรุปได้ว่าฮอร์โมนชนิดนี้มีบทบาทสำคัญต่อคู่รัก ส่งผลให้คู่รักปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกัน

นอกจากฮอร์โมนที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราตกหลุมรักคือ “ยีน” จากการศึกษาในเชิงวิวัฒนาการพบว่า เพศเมียมักจะเลือกเพศผู้ที่ดูแข็งแรงและสง่างาม เนื่องจากเป็นเครื่องแสดงออกถึงความสมบูรณ์ของยีนที่จะถ่ายทอดต่อไปยังรุ่นลูก และทำให้ทารกมีอัตราการรอดสูงกว่า

แม้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายกลไกพื้นฐานการเกิดความรักได้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องที่แปรผันไปตามบริบทของแต่ละคนและสังคม

 

#ลาลาหรีดสนับสนุนทุกความสัมพันธ์


บทความความที่เกี่ยวข้อง

วัฒนธรรมการฝังและการเผาร่างของผู้ร่วงลับ

วัฒนธรรมการฝังและการเผาร่างของผู้ร่วงลับ

วัฒนธรรมการฝังและการเผาร่างของผู้ร่วงลับ เรื่องของความตายนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าจะพูดหรือสนทนาได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งในวงสนทนา แต่ในความเป็นจริงนั้นเรื่องนี้เป็น...

อากาศบริสุทธิ์ อย่าหยุดปลูกต้นไม้

อากาศบริสุทธิ์ อย่าหยุดปลูกต้นไม้

อากาศบริสุทธิ์ อย่าหยุดปลูกต้นไม้ สภาพอากาศทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด ต้อ...

พวงหรีดธรรมะ

พวงหรีดธรรมะ

พวงหรีดธรรมะหรือหรีดหนังสือธรรมะ พวงหรีดธรรมะเกิดจากแนวคิดที่อยากเห็นสังคมแห่งการให้ โดย...